Siam insect zoo : Chiangmai

 ลืมรหัสผ่าน
 ลงทะเบียน
ค้นหา

Brown plant-hopper-BPH, Nilaparvata lugens (Stål), the present outbreak in Suphanburi and North central area of Thailand, identified problem and strictly guidance for the chemical control เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนักที่สุพรรณบุรี ปัญหาและแนวทางการแก้ไข

[คัดลอกลิงก์]



(Key words: BPH, economic threshold level, insect resistance, plant resistant varieties, pest management, neo-nicotinoids, phenylpyrazole insecticides, 6.25 Rai=1 ha)
         I visited the outbreak areas especially in Sri Prachan a subdistrict of Suphanburi 130 km N of Bangkok in mid December 2009. The problem seen will be worse if we leave the farmers to find their own way solution. Although the pest characteristics are very closed similiar and can confused with the white-back plant-hopper, however, it is confirmed that they are BPH, but new strains of higher degrees of resistance to many insecticides. That meant the higher and higher doses of insecticides will be used, or cocktail tank mixtures of what ever farmer thinks good to kill the pests at even shorter interval of 3-4 days instead of 7-10 days. How can we save the effective insecticides for the longer use in the future ? The strictly guilde-use than the normal recommendation of each product should be well aware of before all insecticides will be no longer used.
         The Integrated Pest Manangement (IPM) is recommended, such as Plant resistance, Cultural practise, Biological control and Chemical control. I have seen Cyrtorhinus lividipennis Reuter which is a mirid bug from the rice field where a high number of BPH was there. However, during the pest outbreak it doesn’t show enough performance which is similar case to fungal pathogens, including Beauveria bassiana, Metarhizium sp. and Hirsutella citriformis.

        The chemical control in the past 20-30 years ago, farmers normally use Organophosphate and Carbamate. While Neo-nicotinoids have been used widely not long ago because of systemic action and different mode of action in acting on the central nervous system. Many of them are available in Thailand, including  dinotefuran (Starkle), acetamiprid (Molan), thiamethoxam (Actara), clothianidin (Dantosu), imidacloprid (Confidor, Provado) and thiachloprid (Calipso). But in the last few years imidacloprid was the first one which BPH has built up its resistance against it. Therefore the aims of control measure of BPH should not only select the right chemical and use at the right doses, but to find the safer ways to delay of BPH resistance as well.
        There are still some good insecticides to control BPH, including Neonicotinoids and phenylpyrazole insecticides (ethiprole-Curbix and fipronil-Ascend), but needed to use at the front line just to get rid of the BPH at the first outbreak instead of using them when the BPH population is too high (with BPH 50 individuals/tiller, or 5 individuals/plant). This is in order to safe them for a longer use in the future. The initial spray strongly recommend to use Neo-nicotinoids, such as ditenofuran at 60 g/rai (6.25 Rai=1 ha), thiamethoxam at 30 g/rai or clothianidin at 45 g/rai when the number of BPH is still low. Anyhow, when the insect number increasing and reaches ETL (10 individuals/tiller or 1 individual/plant), the selected products called “real hoppicides” to use, such as buprofezin at 120 g/rai, buprofezin+etofenprox at 120 g+120 ml, or ethiprol (phenylpyrazole group) at 240 ml/rai. The laternate spraying with other O.P. or carbamate, such as carbosulfan at 240 ml/rai or isoprocarb at 150 g/rai is also recommended. In the violent outbreak, tank mixtures of any hoppicide with O.P or carbamate without reducing doses should be considered. The spray volume can be HV or LV, try to avoid to mix the same group or the same mode of action insecticides together.
I would like to update the BPH crisis at this stage that all insecticides have faced more or less the resistant problem so quick including all Neonicotinoids, Phenylpyrazole, O.P.and Carbamate. The outstanding hoppicide in the past, buprofezin works too slow to be effective enough. Some researchers who have experiences in insecticides suggested the last mixing choiced insecticides such as thiamethoxam+fipronil, or ethiprole+dinotefuran should be considered while using each alone not good enough to kill BPH at the heavily population situation. The Thai government has just realized that the BPH case this year is too obvious to handle. Therefore the best suggestion is to stop the violent outbreak and try to cut their survival life in the cycle by destroying all rice fields which were heavily infested by BPH. The government accepted to pay the compensation to the affected farmers at 600 baht per rai. I think this circumstance in Thailand and other S.E. Asian countries including China and Vietnam will bring up the world rice price in the coming years.
      
วงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form)  ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ตัวอ่อน (nymphs) มี 5 วัย (instars) ระยะตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียชนิดปีกยาวมีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร วางไข่ประมาณ 100 ฟอง เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร เพศเมียชนิดปีกสั้นวางไข่ประมาณ 300 ฟอง ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ ในหนึ่งฤดูปลูกข้าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2-3 อายุขัย (generation)

         ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในเขตปลูกข้าวหลักของประเทศไทย ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนอกจากจะลงดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวแล้ว เพลี้ยจะปล่อยสารพิษลงในต้นข้าวทำให้ข้าวเหมือนถูกน้ำร้อนลวกและจะเกิดอาการใบไหม้แห้งกรอบแดงตามมา ทำให้ผลผลิตลดลงจนถึงไม่ได้ผลผลิตเลย ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องทิ้งนา บางรายยังสู้ก็ไถที่เตรียมปลูกใหม่ เพลี้ยที่ระบาดในครั้งนี้เป็นกระโดดสีน้ำตาล ไม่ใช่ เพลี้ยกระโดดหลังขาว ที่คล้ายกันมาก แต่เป็นสายพันธุ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ต้านทานต่อสารฆ่าแมลงมากขึ้น นั่นหมายถึงประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลงหลายชนิดลดลง ชาวนาต้องใช้ในอัตราที่สูงขึ้น ต้องใช้แบบผสมกันหลายชนิดและต้องร่นระยะการพ่นสารใช้สั้นลงเหลือ 3-4 วัน แทนที่จะเป็น 7-10 วัน จะทำอย่างไรดีที่จะช่วยกันชะลอปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงเพื่อให้มีสารฆ่าแมลงดีๆ เหลือไว้เป็นทางเลือกสำหรับอนาคต
       การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปัจจุบันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดอย่างรุนแรงหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทย มีการระบาดมากกว่า 10 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายมากกว่า 1 ล้านไร่ แนวทางในการจัดการจึงจำเป็นต้องใช้วิธีผสมผสานดังนี้
       1. การใช้พันธุ์พืชต้านทาน (Plant resistance) เลือกปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นพันธุ์ข้าว กข 31 ที่เห็นการระบบในแปลงทดลองมีค่าความต้านทานปานกลาง (MR) ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องหาพันธุ์ต้านทานระดับสูงขึ้นมา (R)  
       2. การใช้วิธีเขตกรรม (Cultural practise) เช่นควรหว่านข้าวไม่ให้แน่นเกินไป ประมาณ 15 กก/ไร่ หรือปลูกแบบนาดำ เพื่อให้ต้นข้าวแข็งแรงและการพ่นสารได้ทั่วถึง การปรับสภาพนิเวศของนาข้าวไม่ให้เหมาะสมกับเพลี้ยกระโดด เช่น การระบายน้ำในนา เข้า-ออก สลับกันเป็นครั้งคราว การหว่านข้าวให้มีทางเดินกว้างประมาณ 45 เซนติเมตร เพื่อให้การพ่นสารทั่วถึง ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป เนื่องจากทำให้ใบข้าวเขียว หนาแน่น ต้นข้าวมีสภาพอวบน้ำเหมาะแก่การเข้าดูดกินและขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
       3. การควบคุมโดยชีววิธี (Biological control) เหมาะสำหรับสถานการณ์ปกติที่ไม่ใช่วิกฤติการระบาด จากการตรวจดูตัวอย่างแมลงที่เก็บจากแปลงปลูกข้าวที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลพบว่ามีแมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยเฉพาะมวนเขียวดูดไข่
Cyrtorhinus lividipennis Reuter ติดมาด้วย ซึ่งในสภาพปกติที่ยังไม่มีการระบาดมวนชนิดนี้น่าจะมีบทบาทที่สำคัญ แต่เมื่อมีการระบาดประสิทธิภาพจึงไม่เพียงพอที่จะควบคุมเพลี้ยได้ การแนะนำสารจุลินทรีย์ชีวภาพอื่นๆ รวมทั้งสารราขาวบิวเวอร์เรีย ราเขียวเมตาไรเซี่ยม ซึ่งดีแต่เห็นผลช้าก็เช่นเดียวกันในช่วงการระบาดรุนแรงนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเป็นการสร้างภาพที่ติดลบไว้ในสายตาของเกษตรกรอีกด้วย
       4. การใช้สารเคมี (Chemical control) การป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงสารที่ใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้มักเป็นสารที่ออกฤทธ์แบบถูกตัวตาย* และสารดูดซึมซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมเข้าไปในต้นพืชโดยอาจเข้าไปทางราก ทางใบ กิ่ง ลำต้น หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่สัมผัสกับสาร แล้วเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนต่างๆ โดยเฉพาะยอดอ่อนที่แตกใหม่ๆ ได้แก่สารส่วนใหญ่ในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate) และ คาร์บาเมท (Carbamate) ที่ใช้กันมานาน หลังจากนั้นก็มีสารนีโอนิโคตินอยด์ (Neo-nicotinoid) ที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชจำพวกปากดูดหลายชนิด เช่นไดโนทีฟูราน-dinotefuran (Starkle) อะเซตามิพริด-acetamiprid (Molan) ไทอะมีโธแซม-thiamethoxam (Actara) คลอไทอะนิดิน-clothianidin (Dantosu) อิมิดาคลอพริด-imidacloprid (Confidor, Provado) และ ไทอะคลอพริด-thiachloprid (Calipso) สารฆ่าแมลงอีกกลุ่มที่ยังเป็นตัวเลือกที่ดีได้แก่กลุ่ม เฟนนิลไพราโซล ซึ่งได้แก่ อิทิโพรล-ethiprol (Curbix) และ ฟิโปรนิล-fipronil (Ascend) แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแถบเอเชียเริ่มมีปัญหา มีรายงานว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถสร้างความต้านทานต่อสารกลุ่มนี้ด้วยโดยเฉพาะอิมิดาคลอพริด สำหรับสารชนิดอื่นๆ ก็มีระดับความต้านทานที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างมากน้อยต่างกันเท่านั้น ดังนั้นการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนอกจากจะต้องใช้เลือกใช้สารให้ถูกชนิด อัตราและช่วงจังหวะที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องหาทางชะลอการสร้างความต้านทานของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วยเพื่อให้มีสารฆ่าแมลงดีๆ เป็นทางเลือกสำหรับอนาคต
        คำแนะนำในการใช้สารฆ่าแมลงที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสารกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์บางชนิดที่ยังมีประสิทธิและมีปัญหาการดื้อยาไม่สูงมาก เช่น ไดโนทีฟูแรน (60 กรัม/ไร่) ไทอะมีโทแซม (30 กรัม/ไร่) หรือ คลอไทอะนิดิน (45 กรัม/ไร่) หรือใช้สารกลุ่มเฟนนิลไพราโซล เช่น อิทิโพรล (240 ซีซี/ไร่ และฟิโปรนิล ควรใช้ในครั้งแรกๆ ที่พบเพลี้ยระบาดเล็กน้อยเพื่อหยุดการระบาดทันที ข่าวล่าสุดในสถานะการณ์การระบาดรุนแรงในขณะนี้ ทราบว่าสารฆ่าแมลงทุกกลุ่ม ทุกชนิดใช้เดี่ยวๆ กำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ได้แล้ว ไม่แต่เพียงการระบาดเสียหายในประเทศไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เวียดนามก็อยู่ในขั้นวิกฤติเช่นเดียวกัน นักวิชาการที่ยังติดตามผลการประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลง ยังพบว่าพอมีช่องทางเหมือนเป็นดาบเล่มสุดท้ายที่จะสู้กับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในขณะนี้ได้นั่นคือ การเลือกใช้สารบางกลุ่มผสมกัน เช่น การใช้สารกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ ผสมกับสารกลุ่มเฟนนิลไพราโซล เช่น ไทอามีโธแซม+ฟิโปรนิล หรืออิทิโพรล+ไดโนทีฟูราน  ส่วนบูโปรเฟซินก็ออกฤทธิ์ช้าและประสิทธิภาพตกลงไปเพราะปัญหาเพลี้ยดื้อยาด้วยเช่นเดียวกัน ทางเลือกของทางราชการในขณะนี้จึงแนะนำให้ตัดวงจรการระบาดของเพลี้ยโดยการไถนาข้าวที่มีการระบาดรุนแรงทิ้ง โดยทางราชการจะชดเชยให้ไร่ละ 600 บาท เชื่อว่าอนาคตการปลูกข้าวที่ดีเหมือนเดิมจะกลับมาในปีต่อไป
       การสำรวจการเพิ่มขึ้นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นการประเมินดูจากจำนวนเพลี้ยที่บินมาเล่นแสงไฟฟ้าในเวลากลางคืน และการสุ่มสำรวจในนาข้าวมีความสำคัญมากเพราะเป็นการช่วยเตือนการระบาดของแมลง เมื่อจำนวนเพลี้ยกระโดดเพิ่มถึงระดับเศรษฐกิจคือ 10 ตัว/กอ (1 ตัว/ต้น) ควรพ่นด้วยสารกำจัดเพลี้ยโดยเฉพาะ เช่นพ่นด้วยสารบูโพรเฟซิน(120 กรัม/ไร่) หรือบูโพรเฟซิน+อิโทเฟนพร็อก (120กรัม+120 ซีซี/ไร่) หรืออิทิโพรล ซึ่งเป็นสารในกลุ่น เฟนนิลไพราโซล (240 ซีซี/ไร่) ควรพ่นสลับด้วยสารกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต หรือคาร์บาเมท เช่น คาร์โบซัลแฟน(240 ซีซี/ไร่) หรือไอโซโพรคาร์พ (150 กรัม/ไร่) หากการระบาดระดับรุนแรงขึ้น ให้ผสมสารออร์แกนโนฟอสเฟต หรือคาร์บาเมทผสมกับสารชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้นโดยไม่ต้องลดอัตรา ต้องผสมสารตามอัตราที่กำหนด/ไร่ โดยอาจจะใช้พ่นแบบระบบใช้น้ำมาก หรือน้อยก็ได้ เช่นสารไทอะมีโทแซม 30 กรัม/ไร่ ถ้าเกษตรกรพ่น 2 ถัง (40ลิตร/ไร่) ให้ผสม 15 กรัม/20 ลิตรแล้วพ่น 2 ถัง/ไร่ ควรไขน้ำออกจากแปลงก่อนพ่นสาร และพ่นสารให้ถูกโคนต้นข้าว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารกลุ่มที่มีการออกฤทธิ์เหมือนกันผสมกัน หรือพ่นติดต่อกัน ไม่ควรปล่อยให้เพลี้ยระบาดก่อนแล้วจึงพ่นสารฆ่าแมลงกำจัด
       การตัดสินใจที่ผิดในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นการพ่นสารฆ่าแมลงช้าไปเพียงสัปดาห์เดียว การใช้สารชีวภาพ หรือสารเคมีที่ไม่มีประสิทธิภาพในช่วงแรกๆ ของการระบาด ความหายนะก็อาจเกิดขึ้นได้
การพ่นสารฆ่าแมลงเฉพาะหน้าเมื่อมีการระบาดรุนแรงเช่นมีเพลี้ยมากกว่า 50 ตัวต่อกอขึ้นไปไม่เป็นผลดีต่อสารฆ่าแมลงทุกชนิดเพราะนอกจากจะป้องกันกำจัดไม่ได้ผลแล้วยังเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วย โดยเฉพาะสารนีโอนิโคตินอยด์บางชนิดที่ยังใช้ได้ผลดีอยู่ ถ้าเรารู้จักสารเคมีดีพอก็จะรู้ว่ามีประโยชน์มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช อนาคตของสารเคมี สารฆ่าแมลงอยู่ในมือของท่านแล้ว
Thank you Mr. Sutep Sahaya, DOA for updated information on BPH.

*สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ มีการออกฤทธิ์แบบถูกตัวตาย (contact) และกินตาย (stomach poison) เป็นผู้ร้ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระตุ้นให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ซึ่งมีส่วนถูกแต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะปัจจัยที่ส่งเสริมให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีประชากรเพิ่มมากขึ้นมีหลายปัจจัย เช่นการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ระบบเขตกรรมไม่ดี ปลูกข้าวแน่เกินไป การระบายน้ำไม่ดี เป็นต้น ในประเทศฟิลิปปินส์ยังอนุญาตให้ใช้สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ในนาข้าว เพราะมีคุณสมบัติในการกำจัดเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวในข้าวได้ดีมาก ออกฤทธิ์เร็ว สามารถหยุดการเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคใบสีส้มที่สำคัญมากในฟิลิปปินส์ได้ดี เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าวที่โดนสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์มักจะตายแบบสัมผัสภายใน 10-60 นาที สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์สามารถฆ่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแบบสัมผัสได้ระดับหนึ่งซึ่งยังไม่เพียงพอในการกำจัดแมลงชนิดนี้ นักวิชการที่ฟิลิปปินส์ฉลาดพอที่จะโต้แย้งว่าถ้ามีประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากการสุ่มสำรวจเขาจะแนะนำให้สลับไปใช้สารกลุ่มที่เรียกว่า "hoppicides สารกำจัดเพลี้ยกระโดด" ทันที เช่น บูโปรเฟซิน ซึ่งยังได้ผลดีอยู่ การที่สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ยังมีความสำคัญมากในพืชอื่นๆ เนื่องจากการออกฤทธิ์ เร็ว ความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่าสาร O.P. คาร์บาเมททั่วไป สลายตัวได้เร็วในพืชผล เพียงแต่อาจจะมีปัญหาที่เป็นพิษต่อปลา อย่างไรก็ตามในสภาพการใช้งานปกติตามคำแนะนำก็ไม่ได้ทำให้ปลาตายจนเป็นข่าวให้เห็น ถ้าศึกษาการใช้สารเคมีให้ดีจะรู้ว่าสารกลุ่มนี้มีบทบาทสูงมากในการเกษตรของไทย และทั่วโลก โดยเฉพาะสารไซเปอร์เมทรินชนิดเดียวมีมูลค่าการนำเข้าในประเทศไทยปีละมากกว่า 280 ล้านบาท (พ.ศ. 2008)
เอกสารอ้างอิง: พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2553 โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ พิมพ์ครั้งที่ 3 สวนสัตว์แมลงสยาม เชียงใหม่ เจ้าของและผู้พิมพ์โฆษณา 592 หน้า

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|ประวัติการแบน|Siam insect zoo  

GMT+7, 2019-7-18 15:57 , Processed in 0.066043 second(s), 24 queries .

Powered by Discuz! X3.2 R20141225, Rev.34

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้